การเคลื่อนไหวอย่างกระทันหัน (ความเคลื่อนไหว) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในตลาดทุกรูปแบบ เป็นการตัดสินใจโดยฉับพลันที่สร้างผลกำไรมหาศาล และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาด รวมถึงจิตวิทยาของผู้เข้าร่วมตลาดด้วย ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวอย่างกระทันหันนั้นแทบจะไม่เคยเริ่มต้นขึ้นอย่างกระทันหันเลย ภายนอกอาจดูเหมือนเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน และเกิดขึ้โดยไม่คาดคิด แต่ในตลาดนั้น มักจะมีการเตรียมการมาอย่างยาวนาน และเป็นระบบเสมอ เพื่อเรียนรู้วิธีการสังเกตการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นอย่างกระท้นหันล่วงหน้า คุณต้องเข้าใจว่าตลาดสะสมสภาพคล่องได้อย่างไร ความตึงเครียดเกิดขึ้นได้อย่างไร และสัญญาณใดบ้างที่บ่งชี้ว่าสมดุลกำลังจะถูกทำให้หยุดชะงัก
การเคลื่อนไหวอย่างกระทันหันต่าง ๆ ล้วนเป็นผลมาจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปทาน ราคาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อฝั่งอุปสงค์ หรืออุปทานไม่สามารถสร้างสภาพคล่องทดแทนได้ นี่ไม่ใช่เรื่องของความปรารถนา หรืออารมณ์ แต่เป็นเรื่องของกลไกล้วน ๆ สภาพคล่องคือเชื้อเพลิง ผู้เล่นรายใหญ่ (นักลงทุนสถาบัน) จะไม่ซื้อหุ้นมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ที่ส่งผลเสียกับตัวเองภายในคลิกเดียว พวกเขาต้องการเวลา
กลไกของการสะสม
โดยส่วนใหญ่แล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันมักจะเกิดขึ้นหลังจากช่วงสะสมพลังงาน ตลาดเข้าสู่สภาวะที่มีความผันผวนลดลง ช่วงราคาแคบลง มีการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างไม่แน่นอน และไม่ชัดเจน สำหรับผู้สังเกตการณ์ที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ อาจดูเหมือนว่าตลาดกำลัง “หลับใหล” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดกำลังกักเก็บสภาพคล่องไว้ต่างหาก ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้เล่นรายใหญ่มีโอกาสที่จะค่อย ๆ สะสมตำแหน่งการลงทุนโดยที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยเริ่มหมดความอดทน เปิดการซื้อขายแบบไม่เป็นระเบียบ และวางคำสั่งหยุดขาดทุนนอกช่วงราคาอย่างต่อเนื่อง คำสั่งหยุดขาดทุนเหล่านี้คือสภาพคล่องที่ผู้เล่นรายใหญ่จะใช้ในการปิดคำสั่งซื้อ หรือที่จะเร่งการเคลื่อนไหวของราคา ยิ่งตลาดอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานเท่าไร สภาพคล่องก็จะยิ่งสะสมมากขึ้นที่บริเวณขอบตลาด และศักยภาพในการเกิดแรงกระตุ้นในอนาคตก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ในระยะสะสมตัว ตลาดมักแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว และไร้เหตุผล มันสามารถเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วภายในขอบเขตที่กำหนด ไปถึงจุดสูงสุด หรือต่ำสุดในบริเวณใกล้เคียง และกลับมาสู่จุดเริ่มต้นแทบจะทันที ความผันผวนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ สัญญาเหล่านี้มีหน้าที่สำคัญ คือ กระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมตลาดเข้ามาซื้อขายก่อนกำหนด และช่วยให้ตลาดมีสภาพคล่องเพิ่มเติม หลายคนมองว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม แต่การขาดความต่อเนื่องทำให้ราคากลับมาสู่จุดสมดุลอย่างรวดเร็ว การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะสร้างสภาพคล่องที่จำเป็นต่อการผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวจริง และยั่งยืน
การประเมินศักยภาพของการเคลื่อนไหวแบบกระทันหันนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพ และระยะเวลาของการสะสม ช่วงการรวมตัวที่ยืดเยื้อ เต็มไปด้วยการทะลุแนวต้านไม่สำเร็จ และการซื้อขายที่หนาแน่นภายในกรอบราคา มักจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่ง และยาวนานกว่าเสมอ ดูเหมือนว่าตลาดจะ “ชดเชย” ช่วงเวลาที่ทรงตัวด้วยการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเพิ่มเติมที่ช่วยเสริมศักยภาพในการเติบโต คือ ความสอดคล้องกับข้อมูลของตลาดโดยรวม หากแรงกระตุ้นพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับเทรนด์หลัก หรือทะลุออกจากโซนสมดุลขนาดใหญ่ ความน่าจะเป็นที่แรงกระตุ้นนั้นจะดำเนินต่อไปก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเเห็นได้ชัดเจน
วิธีการประเมินศักยภาพของความเคลื่อนไหว
- ระยะเวลาของการสะสม: ยิ่งตลาดมีการสะสมมานานเท่าไร ความเคลื่อนไหวก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น การสะสมของราคาในช่วงหนึ่งเดือนจะส่งผลให้เกิดแนวโน้มที่แข็งแกร่งกว่าการรวมตัวกันในระดับรายชั่วโมง
- ในบริบทของกรอบเวลาที่สูงขึ้น: หากเราอยู่ในช่วงขาลงทั่วโลกในกราฟรายวัน (D1) และเห็นการเคลื่อนไหวขาขึ้นในกราฟรายชั่วโมง (H1) นั่นมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นการปรับฐานระยะสั้น ศักยภาพที่แท้จริงจะปรากฏออกมาเมื่อแรงผลักดันสอดคล้องกับทิศทางของ “เงินทุนก้อนใหญ่”
- ช่วงราคาเฉลี่ยที่แท้จริง (ATR): ตรวจสอบว่าสินทรัพย์มีการเคลื่อนไหวเฉลี่ยมากน้อยเพียงใดต่อวัน หากการเคลื่อนไหวเริ่มขึ้นเมื่อราคาได้ทะลุผ่าน 90% ของช่วงราคาเฉลี่ยในรอบนั้นไปแล้ว โอกาสที่ราคาจะขึ้นต่อไปนั้นต่ำมาก
เมื่อตลาดเข้าสู่ช่วงการก่อตัวของแรงกระตุ้น ลักษณะของการเคลื่อนไหวก็จะเปลี่ยนไป ราคาเริ่มตอบสนองต่อปริมาณการซื้อขายแตกต่างจากเดิม หากในช่วงสะสมราคา การเคลื่อนไหวต่าง ๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว และกลับสู่ค่าเฉลี่ย แสดงว่าก่อนเกิดแรงกระตุ้น ตลาดมีแนวโน้มที่จะรักษาระดับราคาเอาไว้ที่เดิมได้มากขึ้น ช่วงเวลาการย้อนกลับของราคาจะสั้นลง และราคาปิดของแท่งเทียนจะขยับเข้าใกล้ราคาสูงสุด และต่ำสุดมากขึ้น นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าฝ่ายหนึ่งกำลังค่อย ๆ สูญเสียการควบคุม ในขณะที่อีกฝ่ายเริ่มเข้ามามีอำนาจเหนือกว่า
พฤติกรรมของราคาใกล้ระดับสำคัญนั้นบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน ก่อนที่จะเกิดแรงผลักดัน ตลาดอาจทดสอบระดับราคาเดิมซ้ำ ๆ ราวกับเป็นการ “ตรวจสอบ” ความแข็งแกร่งของระดับราคานั้น เมื่อมีการทดสอบแต่ละครั้ง ปฏิกิริยาของราคาจะอ่อนแรงลง และการปรับฐานก็จะตื้นลงเรื่อย ๆ สภาวะนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็นภาวะความตึงเครียดที่สะสมขึ้น ภายนอกดูสงบ แต่ภายในความสมดุลนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นแล้ว แรงกระตุ้นที่แท้จริงมักเริ่มต้นจากช่วงเวลาที่เงียบสงบจนแทบจะมองไม่เห็นเลย
สัญญาณบ่งบอกถึงแรงกระตุ้นที่กำลังจะเกิดขึ้น
- ความอ่อนแรงต่ำผิดปกติ (ภาวะตลาดผันผวนต่ำ) ก่อนจะเกิดแรงเคลื่อนไหวรุนแรง ตลาดมักจะอยู่ในภาวะ ‘นิ่งใสราวกับกระจก’” ส่วนต่างราคาแคบลง ปริมาณการซื้อขายลดลงสู่ระดับต่ำสุด นี่คือความสงบก่อนพายุจะมาถึง
- รูปแบบการขึ้น/ลง: หากราคาเริ่มแตะระดับเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการปรับตัวลงจากระดับนั้นสั้นลงเรื่อย ๆ นี่คือสัญญาณการเข้าซื้ออย่างดุดันของผู้ซื้อ หรือผู้ขาย เหมือนกับว่าผู้ซื้อ หรือผู้ขายกำลัง “ผลัก” ฝูงชนไปที่ขอบหน้าผา
- การเปลี่ยนแปลงของเดลต้า (พารามิเตอร์ที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาออปชั่นเมื่อราคาสินค้าอ้างอิงเปลี่ยนแปลง 1 หน่วย) และจำนวนสัญญาที่มีการเปิดสถานะค้าง: ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า คุณอาจเห็นว่าราคาทรงตัว แต่จำนวนสัญญาที่มีการเปิดสถานะค้าง (Open Interest หรือ OI) กลับเพิ่มขึ้น นี่หมายความว่ามีเงินทุนใหม่ไหลเข้าสู่ตลาด แต่ซื้อ และผู้ขายยังคงมีกำลังซื้อ หรือขายเท่ากัน เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ ก็จะเกิดการระเบิดขึ้นทันที
ปริมาณ
ปริมาณเป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ควรพิจารณาเรื่องปริมาณเพียงแค่อย่างเดียว แต่ปริมาณเป็นองค์ประกอบหนึ่งของข้อมูล แรงกระตุ้นที่ดีมักมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว หลังจากนั้นปริมาณการซื้อขายจะทรงตัว หรือลดลงเล็กน้อย ทำให้ราคาสามารถเคลื่อนไหวต่อไปได้ตามแรงต้านที่ไม่สมดุล หากปริมาณการซื้อขายปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว และพร้อมกัน โดยไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม มักบ่งชี้ว่าไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว และเป็นการสิ้นสุด หรือการรวบรวมสภาพคล่อง
ราคาทะลุไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวอย่างกระทันหันทุกครั้งไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นจริงเสมอไป แต่แรงกระตุ้นที่ไม่เกิดขึ้นจริงก็เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างตลาด ลักษณะเด่นของแรงกระตุ้นที่ไม่เกิดขึ้นจริงคือการขาดความต่อเนื่อง ราคาอาจทะลุระดับหนึ่งไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็จะกลับตัวลงมาแทบจะในทันที ทำให้เกิดเงาเป็นลักษณะยาว และไม่สามารถรักษาระดับราคาใหม่ไว้ได้ การเคลื่อนไหวเช่นนี้มักมาพร้อมกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน และการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักจากฝูงชน มันดูเหมือนจะมีพลัง แต่ในแง่ของโครงสร้างแล้ว มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงตลาดแต่อย่างใด บ่อยครั้งที่ หากราคาสะสมทะลุแนวรับแนวรับ หรือแนวต้านไม่สำเร็จในด้านใดด้านหนึ่ง มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาสะสมจะพยายามทำให้ทะลุในฝั่งตรงข้าม
หากหลังจากแรงกระตุ้นที่คาดการณ์ไว้ โครงสร้างตลาดยังคงเหมือนเดิม ระดับสำคัญไม่ได้รับการรักษาไว้ และราคากลับไปสู่จุดสมดุลเดิม นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเคลื่อนไหวนั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่สำเร็จ ในกรณีนี้ ตลาดไม่ได้เริ่มต้นใหม่ แต่เป็นเพียงการดำเนินการเสร็จสิ้นกระบวนการรวบรวมสภาพคล่องเท่านั้น การเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ และรักษาเงินทุนเอาไว้ได้
สัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็นแรงกระตุ้นหลอก
- ขาดความต่อเนื่อง: หลังจากทะลุระดับดังกล่าวแล้ว ราคาไม่พุ่งขึ้นต่อ แต่กลับหยุดนิ่ง และเริ่มค่อย ๆ ลดลง
- แท่งเทียนแบบมีไส้ยาว (pin bar): ราคาพุ่งขึ้นเหนือระดับอย่างรวดเร็ว และกลับตัวลงทันที โดยทิ้ง “หาง” ยาวไว้ นี่เป็นสัญญาณปกติที่บ่งบอกว่าไม่มีผู้ซื้อรายใหม่ที่สูงกว่าระดับราคาดังกล่าว มีเพียงการขายต่อเท่านั้น
- ความแตกต่างของปริมาณการซื้อขาย: ราคาอัปเดตแตะถึงจุดสูงสุดในการเคลื่อนไหวนี้ แต่ปริมาณการซื้อขายลดลง หมายความว่าเชื้อเพลิงหมดแล้ว และการเคลื่อนไหวจึงดำเนินต่อไปได้แต่อยู่ที่ระดับเดิมเท่านั้น
บทสรุป
โดยสรุปแล้ว ควรอย่าลืมว่าแรงกระตุ้นคือผลลัพธ์ ไม่ใช่สาเหตุ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ “ราคาต้องการเคลื่อนไหว” แต่เป็นเพราะตลาดได้ผ่านช่วงเวลาของการสะสม และความตึงเครียดภายในมาระยะหนึ่งแล้ว นักเทรดที่สามารถมองเห็นกระบวนการเหล่านี้จะหยุดตอบสนองต่อแท่งเทียนแต่ละแท่ง และเริ่มคิดในเชิงโครงสร้างแทน ข้อได้เปรียบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การพยายามจับแรงกระตุ้นตั้งแต่เริ่มต้น แต่เป็นการสามารถรับรู้ถึงเงื่อนไขที่ทำให้แรงกระตุ้นนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด